02-564-4444 ต่อ 1552-4  centerforaseanstudies@gmail.com

การเลือกตั้งประธานาธิปดีสหรัฐ 2016 : ผลกระทบต่อโลก ผลกระทบต่อไทย (ตอนที่ 6)

          คอลัมน์กระบวนทรรศน์ในวันนี้ ผมจะมาวิเคราะห์ต่อ เกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2016 ซึ่งเป็นตอนที่ 6 โดยจะเน้นวิเคราะห์แนวนโยบายของClinton และ Trump ต่อเอเชีย และผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวดังนี้

ภาพรวม

          โดยภาพรวมแล้ว นโยบายต่างประเทศของHillary Clintonจะเป็นการสานต่อนโยบายของ Obamaแต่จะมีความแข็งกร้าวมากขึ้น Clintonรู้เรื่องนโยบายต่างประเทศเป็นอย่างดี เพราะเคยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศมาก่อน

          Clintonยังไม่ได้ประกาศนโยบายชัดเจนต่อเอเชีย แต่นโยบายหลักน่าจะเป็นการสานต่อนโยบายหลักของ Obama ที่เน้นยุทธศาสตร์  Rebalancing เป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกมากขึ้น ซึ่งผลกระทบ ไม่น่าจะมีอะไรแตกต่างไปจากผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาล Obamaคือทุกอย่างจะเหมือนเดิม ยกเว้นแต่กรณีของ TPP ซึ่งClintonมีท่าทีต่อต้าน TPP และหากClintonไม่เอา TPP เราคงต้องจับตาดูว่า ยุทธศาสตร์การค้าใหม่ของClintonต่อเอเชีย จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร

          ส่วน Donald Trumpมีแนวนโยบายต่างประเทศที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับClintonโดยเขาเชื่อว่าพันธมิตรของสหรัฐต่างเอาเปรียบสหรัฐทั้งสิ้น เขาตั้งคำถามว่า ทำไมสหรัฐต้องปกป้องญี่ปุ่น เกาหลีใต้ Trumpมองว่าสหรัฐไม่ได้อะไรจากพันธมิตร และหากเขาได้เป็นประธานาธิบดี จะบีบให้พันธมิตรรับผิดชอบตัวเอง ซึ่งผลกระทบคงมหาศาล เพราะระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคจะปั่นป่วนหมด พันธมิตรจะปั่นป่วนหมด ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอาเซียน เอเชียจะเสียดุลแห่งอำนาจ โดยเฉพาะการถ่วงดุลอำนาจจีน

TPP

          สำหรับประเด็นต่อเอเชียที่มีการถกเถียงกันมากที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้คือ TPP โดย Trump ต่อต้านการทำ FTA และ TPP โดยมองว่า TPP เป็นหายนะ ทำให้คนอเมริกันตกงาน Trump จึงต่อต้าน TPPอย่างเต็มที่ โดยบอกว่า สหรัฐจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจาก TPP เลย จุดยืนของ Trump คือการเอาใจคนอเมริกัน การพูดให้โดนใจคนอเมริกัน โดยขณะนี้คนอเมริกันส่วนใหญ่มีแนวคิดขวาจัด ต่อต้านโลกาภิวัฒน์ ต่อต้านการค้าเสรี และต่อต้านแรงงานต่างชาติ

          สำหรับClintonแม้ว่าในตอนแรกจะสนับสนุน TPP แต่ในตอนหลังเปลี่ยนท่าทีมาต่อต้าน TPP ทั้งนี้เพราะ ต้องการเอาใจ ต้องการคะแนนเสียงจากแรงงานอเมริกัน

          สำหรับผลกระทบต่อภูมิภาคจากการเปลี่ยนท่าทีของสหรัฐต่อ TPP เช่นนี้ โดยเฉพาะขณะนี้มีความเป็นไปได้สูงว่า สภาคองเกรสจะไม่ให้สัตยาบันต่อ TPP ท่าทีของClintonและ Trump ต่อ TPP ได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมากต่อพันธมิตรของสหรัฐที่ได้เข้าร่วม TPP ไปแล้ว อาทิ ญี่ปุ่นและออสเตเรีย ขณะที่จีนคงจะมองว่า การที่อเมริกาไม่เอา TPP คงจะเป็นผลดีต่อจีน เพราะจีนมองว่า TPP เป็นเครื่องมือของสหรัฐในการโดดเดี่ยวและปิดล้อมจีนทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ในมุมมองระยะยาว จีนก็กังวลว่า แนวโน้มการไม่เอา TPP ของสหรัฐ สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการต่อต้านโลกาภิวัฒน์ และแนวโน้มนโยบายปกป้องทางการค้า ซึ่งจะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจีน

การต่อต้าน TPP ของ Trump และนโยบายการค้าของเขา เป็นจุดยืนที่แตกต่างจากแนวนโยบายของพรรค Republicanในอดีต ซึ่งก่อให้เกิดความประหลาดใจอย่างมากต่อประเทศต่างๆในเอเชีย โดยชี้ให้เห็นถึงการขาดการสนับสนุนของคนอเมริกันต่อ TPP ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของสหรัฐต่อเอเชีย จีนจึงน่าจะมองว่า น่าจะเป็นโอกาสของจีนจากความเพลี่ยงพล้ำของสหรัฐ ซึ่งจะกระทบต่อสถานะการเป็นผู้นำของสหรัฐในเอเชีย กระทบต่อความเชื่อมั่นของสหรัฐเป็นอย่างมากจากพันธมิตรของสหรัฐในเอเชีย เพราะก่อนหน้านี้ สหรัฐกดดันประเทศต่างๆอย่างเต็มที่ให้เข่าร่วม TPP แต่พอประเทศต่างๆโดดเข้าร่วม สหรัฐก็กลายมาเป็นจะไม่เอา TPP เสียเอง สหรัฐจึงน่าจะเสียคะแนนไปเยอะในเรื่องนี้ ซึ่งผลกระทบในระยะยาวอาจจะทำให้ประเทศต่างๆถอยห่างจากสหรัฐในการเป็นพันธมิตร ซึ่งจะกระทบอย่างมากต่อยุทธศาสตร์ต่อภูมิภาคของสหรัฐ

พันธมิตร

เรื่องที่สองที่มีความสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้คือ การถกเถียงกันในเรื่องของพันธมิตรของสหรัฐโดยเฉพาะในเอเชีย

Clinton มีแนวนโยบายกระแสหลัก ที่เน้นกระฃับความสัมพันธ์กับพันธมิตรของสหรัฐทั่วโลก แต่Trump กับมองตรงกันข้ามและมองว่า พันธมิตรของสหรัฐเอาเปรียบสหรัฐ ทำให้ Trump ไม่ไว้ใจประเทศไหนเลย พันธมิตรจึงกลายเป็นศัตรูกับสหรัฐหมด โดย Trump ได้ประกาศจุดยืนที่จะบีบให้พันธมิตรต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางด้านการทหาร ไม่ใช่สหรัฐต้องรับผิดชอบคนเดียว และถ้าพันธมิตรไม่ยอมทำตาม สหรัฐก็จะถอนตัวออกจากภูมิภาค Trump คงมองว่าค่าใช้จ่ายทางทหารที่จะปกป้องญี่ปุ่นเกาหลีใต้ต้องใช้เงินมหาศาลซึ่งนำไปสู่ความตกต่ำทางเศรษฐกิจและอำนาจของอเมริกาก็อ่อนแอลง Trump มองไปไกลถึงขั้นว่า พันธมิตรญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ควรจะต้องพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง เพื่อปกป้องตนเองจากอาวุธนิวเคลียร์จากเกาหลีเหนือ

ซึ่งปฎิกิริยาของประเทศพันธมิตรโดยเฉพาะญี่ปุ่น เกาหลีใต้ต่อท่าทีของ Trump ก็เป็นลบอย่างมากและ Trump จะก่อให้เกิดความปั่นป่วน ความยุ่งยากสลับซับซ้อนกับความสัมพันธ์กับพันธมิตรของสหรัฐในเอเชีย หลายฝ่ายมองว่า นโยบายของ Trump ที่จะให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ถือว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง และอาจนำไปสู่สงครามอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือได้

อย่างไรก็ตาม แนวนโยบายของ Trump ก็แทบไม่ได้รับการสนับสนุนจากภายในสหรัฐและภูมิภาค ซึ่งหากเขาได้เป็นประธานาธิบดี เขาจะประสบความลำบากมาก ในการที่จะแปลงนโยบายของเขาไปสู่การปฎิบัติ

นอกจากนี้ นโยบายของTrump ยังได้รับการต่อต้านอย่างมากจากพรรคRepublicanเพราะเขาแทบจะไม่ได้ปรึกษาใครเลย ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญและองค์กรสถาบัน Think Tank ต่างๆ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พรรคRepublicanมีแนวนโยบายอย่างชัดเจนในการที่จะส่งเสริมบทบาทของอเมริกาทั้งด้านการทหาร เศรษฐกิจ และการทูต ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หลายฝ่ายในพรรคRepublicanจึงกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง ต่อนโยบายของ Trumpที่จะหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาภายในประเทศมากเกินไปและไม่ให้ความสำคัญต่อผลประโยชน์ของสหรัฐในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ดังนั้น นโยบายโดดเดี่ยวนิยมและการถอนตัวออกจากการเป็นผู้นำโลกและผู้นำภูมิภาคของ Trump จึงนับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ

จีน

และอีกเรื่องหนึ่งที่มีการถกเถียงกันอย่างกว่างขวางในการเลือกตั้งคราวนี้ คือนโยบายของสหรัฐต่อจีน

Clinton แม้ว่าโดยรวมจะมีแนวนโยบายเหมือน Obama แต่ก็มีแนวโน้มที่จะแข็งกร้าวกับจีนมากขึ้น โดยได้พูดเน้นว่าจีนเอาเปรียบและกระทบต่อผลประโชน์ของสหรัฐ จริงๆแล้วนโยบาย Rebalancing ก็คือแนวนโยบายปิดล้อมจีนอย่างหลวมๆนั่นเอง

 อย่างไรก็ตาม แนวนโยบายต่อจีนของTrump มีลักษณะสุดโต่งอย่างมากเมื่อเทียบกับ Clinton โดย Trump จ้องจะเล่นงานจีนเต็มที่ เพื่อปิดล้อมจีนและป้องกันจีนไม่ให้ครอบงำภูมิภาค ทางด้านเศรษฐกิจ Trump มีท่าทีเป็นปฎิปักษ์ต่อจีนเป็นอย่างมาก โดยกล่าวหาว่า สินค้าราคาถูกจากจีนทำให้ต้องปิดโรงงานอเมริกันกว่า 5 หมื่นแห่ง ทำให้คนอเมริกันตกงานกว่า 10 ล้านคน และอเมริกาสูญเสียรายได้หลายแสนล้านเหรียญจากการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของจีน Trump จะลงโทษจีนด้วยการขึ้นภาษีสินค้าจีน และจะตอบโต้นโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรมของจีนในทุกรูปแบบ

แนวนโยบายของ Trump ต่อจีนจะก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีน นำไปสู่สงครามการค้าซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเอเชีย โดยหลายฝ่ายในจีน ก็มองในเชิงลบว่า ไม่ว่าจะเป็น Clinton หรือ Trump แนวโน้มคือความสัมพันธ์สหรัฐ - จีนจะเสื่อมโทรมลง

กล่าวโดยสรุป จะเห็นได้ว่าแนวนโยบายของ Clinton และ Trump จะส่งผลกระทบไม่มากก็น้อยต่อภูมิภาคเอเชีย แต่หากเปรียบเทียบแล้ว นโยบายของ Clinton ส่วนใหญ่จะเป็นการสานต่อนโยบายของObama ซึ่งผลกระทบก็จะไม่มาก อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ Trump ที่มีนโยบายแบบสุดโต่ง จะส่งผลกระทบอย่างมากมายมหาศาลต่อภูมิภาค

นัยที่สำคัญต่อไทยคือ สหรัฐกำลังมีแนวโน้มของการปิดประเทศและการปกป้องทางการค้า ไทยจึงควรจะต้องตั้งหลักให้ดี และน่าจะมีการปรับกระบวนทรรศน์ใหม่ ยุทธศาสตร์ใหม่ โดยลดการพึ่งพิงสหรัฐและหันไปให้ความสำคัญต่อเอเชีย อาเซียน และประเทศเพื่อนบ้านให้มากขึ้น


จำนวนผู้เยี่ยมชม
344613

Online (15 minutes ago) : 43

เกี่ยวกับศูนย์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ริเริ่มตั้งศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขึ้น ในช่วงปลายปี 2554 เพื่อเป็นกลไกหลักของการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน และเป็นศูนย์กลางในการศึกษาวิจัย และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับอาเซียนสู่สาธารณชน รวมทั้งเป็นคลังสมองด้านอาเซียนศึกษา และสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ และบทบาทของไทยในการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน

ฝึกอบรมล่าสุด

ติดต่อเรา

ศูนย์อาเซียนศึกษา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อาคารโดมบริหาร ชั้น 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 99 หมู่ 18 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12121

โทรศัพท์: 02-564-4444 ต่อ 1552-4

โทรสาร: 02-564-4444 ต่อ 1555